วารสารวิชาการแพทย์ “โรคลมอัมพาต” ของสหรัฐฯ รายงานว่า นักวิจัยศูนย์มหาวิทยาลัยแพทย์ดัตช์ ได้กล่าวเตือน หลังจากการศึกษา คนไข้เส้นเลือดในสมองแตกมาเกือบ 3 หมื่นรายว่า การดื่มกาแฟ การมีเซ็กซ์และสั่งน้ำมูกแรงๆอาจทำให้เป็นโรคลมอัมพาตได้
เพราะการกระทำเหล่านั้นเป็นต้นเหตุของความดันโลหิตสูงขึ้น จนเป็นเหตุให้เส้นเลือดแตกได้ โดยเฉพาะหากเส้นเลือดโป่งพองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นผลให้สมองเสียหาย หรือเสียชีวิตได้
ผลการศึกษาทำให้ทราบว่า กาแฟอาจทำให้เส้นเลือดแตกได้ 1 ใน 10 ราย แต่คอกาแฟเองจะเสี่ยงสูงขึ้น 1.7 เท่า เท่านั้น โดยปกติแล้ว แม้ว่าในคน 50 คน จะมีป่วยเส้นเลือดโป่งพองสัก 1 ราย แต่ที่ถึงกับแตกนั้น จะมีเพียงแค่ 2-3 รายเท่านั้น
ดร.โมนิก วีลัก หัวหน้านักวิจัย ได้แนะนำว่า ควรจะลดการดื่มกาแฟให้น้อยลง หรือหากท้องผูกเป็นประจำก็ใช้ยาระบายเสียบ้าง ก็จะลดความเสี่ยงของเส้นโลหิตแตกให้น้อยลงได้.
โรคเส้นเลือดในสมองแตก
เส้นเลือดในสมองแตก คืออาการที่หลอดเลือดในสมองฉีกขาด จึงทำให้เลือดออกในสมอง ซึ่งส่งผลให้เสียชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุเกิดจากความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นความผิดปกติของเส้นเลือด ที่ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปยังไต และอวัยวะทั่วร่างกาย ซึ่งผนังหลอดเลือดขยายตัวหนาขึ้นทำให้หลอดเลือดมีขนาดแคบลง จึงทำให้ปริมาณเลือดที่ลำเลียงไปที่ไตมีน้อยลงและทำให้ส่วนประกอบที่อยู่ใน ไตที่เรียกว่า เร็นนิน เกิดการเพิ่มความดันในเลือดให้สูงขึ้น ทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า โรคความดันโลหิตสูงจากหลอดเลือดไต
อาการของโรคเส้นเลือดในสมองแตก
อาการของเส้นเลือดในสมองแตกจากความดันสูงมักพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะแต่บาง รายอาจไม่มีก็ได้ คลื่นไส้ อาเจียน อาจหมดสติหรือระดับความรู้สึกตัว แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง พูดไม่ชัดหรือถ้าเกิดในสมองเด่นทำให้พูดไม่ได้ Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Th
Th
Th
Th
Th
Th
Ti
Ti
Ti
Ti
Ti
To
To
To
To
To
To
To
To
To
Tr
Tr
Tr
Tr
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
Tu
อาการและอาการแสดงจะขึ้นกับขนาดของก้อนเลือด และอาการจะเป็นขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีเส้นเลือดแตกก่อนแล้วล้มลงทำให้เข้าใจผิดว่าเลือดออกจาก ศีรษะกระแทกพื้น
อาการมักเกิดขึ้นเฉียบพลัน ผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด!
โรคเส้นเลือดในสมองแตก ก่อให้เกิดอาการต่างๆ ทางระบบประสาท ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอย่างเฉียบพลันทันทีทันใด แต่กลับใช้เวลาในการฟื้นตัวค่อนข้างนาน ซึ่งหากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วตั้งแต่แรก จะสามารถลดอัตราการตายและพิการลงได้มาก หรือสามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ โดยหลอดเลือดในสมองแตกสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1.เส้นเลือดแตกในเนื้อสมอง มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทขึ้นมาทันที เนื่องจากเลือดที่ออกจะไปกดเบียดเนื้อสมอง ทำให้สมองทำงานผิดปกติ และนอกจากนี้ยังเกิดความดันในโพรงกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมักเกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ้ามีเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก หรือเลือดออกในก้านสมอง ผู้ป่วยอาจหมดสติ หรือเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
2.เส้นเลือดแตกในชั้นเยื่อหุ้มสมอง สาเหตุมักเกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดสมองบริเวณฐานกะโหลกศีรษะ เมื่อมีเลือดออกในทันทีทันใด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บางคนอาจหมดสติ หรือเสียชีวิตได้ตั้งแต่ระยะแรก จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
รู้ทันปัจจัยเสี่ยงเลี่ยงโรคเส้นเลือดในสมองแตก
ความน่ากลัวของโรคเส้นเลือดในสมองแตก คือวันนี้คุณอาจพูดคุย หรือทะเลาะกับใครต่อใครได้ เดินวิ่ง ทำอะไรด้วยตัวเองได้ Tu
Tu
Tw
Ug
Um
Um
Um
Um
Un
Un
Un
Un
Un
Un
Un
Un
Un
Un
Un
Un
Us
Us
Us
Va
Va
Va
Va
Va
Va
Va
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
Vo
We
Wi
Wr
Wr
Yo
Za
Za
Za
Za
Za
Za
Za
Ze
Ze
Ze
Zo
Zo
Zo
Zu
Zu
Zu
Zu
Fr
Ge
Ge
Ge
Ge
Ge
Go
Go
Go
Go แต่วันพรุ่งนี้อาจต้องทนทรมานกับการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต แขนขาอ่อนแรง มีลมหายใจแต่ไร้ความรู้สึก ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าอนาคตจะหาย หรือต้องรอความตายอย่างช้าๆ
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว สามารถป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานหนัก ละเลยการออกกำลังกาย บริโภคแต่สิ่งที่ชอบแต่ไร้ประโยชน์ ความอ้วน ความเครียด สูบบุหรี่ ดื่มสุรา การใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ และส่วนหนึ่งมาจากโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ แต่หากปล่อยปละละเลยก็จะค่อยๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว รู้ตัวก็ต่อเมื่อปรากฏอาการรุนแรงจนสายเกินแก้เสียแล้ว สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากปัจจัยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น อายุที่สูงวัยขึ้น พันธุกรรม เชื้อชาติ เป็นต้น
No comments:
Post a Comment